ผู้เขียน หัวข้อ: ชุดช้อนส้อม พร้อมตะเกียบ แบบพกพา ใช้งานง่าย รูปลักษณ์สวยงาม พกพาสะดวก  (อ่าน 93 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

พฤศจิกายน 20, 2016, 03:04:09 PM
  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 25
    • ดูรายละเอียด



ชุดช้อนส้อม ตะเกียบ แบบพกพาออกแบบให้มีขนาดกระทัดรัดโดยสามารถพับเก็บใส่กล่องได้เมื่อไม่ใช้งานมีสีสันที่สวยสดใส ประกอบด้วยชุด ช้อน ส้อม ตะเกียบ เหมาะสำหรับพกติดตัวในการเดินทางแคมป์ปิ้ง เข้าค่าย หรือเดินป่า
- ชุดช้อนส้อม ตะเกียบ มีขนาดกระทัดรัดพับเก็บได้
- ชุดช้อนส้อมพกพา ในเซ็ตประกอบด้วย ช่อน,ซ่อม และตะเกียบ
- ชุดช้อนส้อมตะเกียบ มีสีสันสวยสดใส
- ชุดช้อน ทำจากพลาสติกมีน้ำหนักเบาและทนทาน
สินค้าประกอบด้วย
- ช้อน x 1
- ซ่อม x1
- ตะเกียบ x2
อาจเป็นอุบัติเหตุทางประวัติศาสตร์ที่ผู้คนในยุคปัจจุบันใช้ส้อมเพื่อเกลี่ยข้าวเข้าช้อน เพราะฟังก์ชั่นของส้อมในห้วงเวลานำเข้ามาในสังคมสยามสมัยรัชกาลที่4 ชนชั้นสูงยังคงมะงุมมะงาหราในการใช้ส้อม พวกเขาใช้ส้อมแทงหรือทิ่มอาหารส่งเข้าปาก พร้อมกับข้อสงสัยถึงประโยชน์ที่แท้ของส้อม ว่าส้อมอาจช่วยให้มือซ้ายไม่ต้องเปื้อนจากการใช้มือหยิบอาหาร!
แล้วตอนไหนที่เราใช้ส้อมเกลี่ยข้าวเข้าช้อน?
ในสังคมตะวันตกยุคกลางเป็นยุคเจริญรุ่งเรืองของการกินอาหารด้วยมือ พระราชาพระราชินีรวมถึงชาวไร่ชาวนาล้วนใช้มือกินอาหาร ชามซุปเป็นของส่วนกลางที่ผู้คนในวงข้าวต่างใช้ยกซดร่วมกัน หรือใช้ทัพพีหรือช้อนแต่ไม่ได้ใช้ในลักษณะช้อนกลางอย่างปัจจุบัน ถ้าลองนึกภาพวงข้าวในยุคกลางการกินอาหารยุคกลางจึงค่อนข้างชุลมุน
บรรดาเครื่องมือการกินบนโต๊ะอาหาร ส้อมถือกำเนิดหลังสุด มีดเป็นเครื่องมือประกอบการกินที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์ตะวันตก ส้อมไม่ปรากฏบนโต๊ะอาหารชาวกรีกซึ่งประกอบด้วยช้อน มีด และมือของพวกเขา
ส้อมถูกผลิตขึ้นมาในช่วงคริสศตวรรษที่11 แต่กว่าจะถูกนำมาใช้งานบนโต๊ะอาหารก็ต้องรอจนถึงช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 และกลายเป็นแบบแผนการกินอันมีมารยาทของชาวตะวันตก
เมื่อดูจากลักษณะของส้อม ปลายแหลมของมันเป็นเหมือนเครื่องมือปลิดชีวิตมากกว่าเครื่องมือในการส่งอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกาย ดุจจินตนาการความน่าสะพรึงกลัวในบทกวีที่ชื่อว่าส้อม (The Fork) ของชาร์ลส์ซีมิค (Charles Simic)
ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่17 การยกซดซุปเริ่มเป็นกิริยาน่ารังเกียจพวกเขาจะรินซุปใส่ชามตรงหน้าตัวเอง กติกามารยาทบนโต๊ะอาหารยังกำหนดให้เช็ดช้อนของตนให้สะอาดเสียก่อนที่จะตักซุปในชามกลางครั้งต่อไป นี่คือมาตรฐานที่ค่อยๆก่อตัวขึ้น จนเกิดการแยกช้อมส้อมและถ้วยซุปของแต่ละคนออกจากกัน
แต่ถ้าเรามองการใช้ช้อนตักของเหลว ใช้ส้อมทิ่มอาหารของชาวตะวันตกเมื่อหลายศตวรรษก่อน ก็จะเกิดคำถามด้วยสำนึกคนสมัยปัจจุบันว่าทำไมเรื่องง่ายๆ สมเหตุสมผลอย่างนี้จึงใช้เวลาก่อตัวตั้งหลายศตวรรษ
ในสมัยรัชกาลที่ 4ชนชั้นสูงชาวสยามเริ่มรับวัฒนธรรมการใช้ช้อนส้อมและมีดเข้ามาเป็นแบบแผนการกินอาหาร แต่ก่อนหน้านั้นในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ก็ปรากฏว่ามีการใช้ช้อนกันอยู่แล้ว ซึ่งจะใช้ตักอาหารที่เป็นของเหลววัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ทำช้อนมีทั้ง ช้อนตะกั่ว, ช้อนมุก, ช้อนถ้วย, ช้อนทอง และช้อนหอย
วัสดุที่แตกต่างกันทำหน้าที่สร้างความแตกต่างทางชนชั้น ชาวบ้านทั่วไปคงไม่สามารถใช้ช้อนมุกหรือช้อนทอง ในสมัยนั้นพระสงฆ์จะเป็นกลุ่มที่ใช้ช้อนมุก ซึ่งถูกยกให้อยู่สูงกว่าคนทั่วไป สำหรับช้อนหอยซึ่งทำจากเปลือกหอยก็ไม่มีความสวยงามเท่าช้อนมุก สามัญชนคนทั่วไปจึงใช้ช้อนหอยในวงกับข้าว
เมื่อสังคมเปลี่ยน การเลื่อนลงมาของวัสดุมีค่าสู่สามัญชนคนธรรมดาจึงเกิดขึ้น เมื่อปรากฏบันทึกที่ระบุว่าชาวบ้านสามัญชนในสมัยรัชกาลที่ 3 เริ่มใช้ช้อนมุกกันแล้ว
แต่การใช้ช้อนในสมัยนั้นไม่ได้ใช้เป็นของส่วนตัวเหมือนวิวัฒนาการของสังคมตะวันตกช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่17 ในบันทึกของสังฆราชปาลเลกัวซ์ บรรพบุรุษชาวสยามของเรายังคงนั่งกินอาหารบนเสื่อหรือพรม ผู้คนไม่ใช่ช้อนส้อมหรือมีดโต๊ะแต่พวกเขาใช้ช้อนมุกตักกับข้าว นอกจากนั้นก็ใช้นิ้วมือเปิบข้าว

[video]GXiAr5DAMjM[/video]